เที่ยวต่างประเทศ

+.+… เดินชมเมือง เที่ยวชิมจุใจ ใน มะละกา …+.+

สวัสดีค่า

วันนี้เราจะพาไปชมเมือง Melaka กันต่อนะคะ มะละกา เป็นอีกเมืองที่น่าเที่ยวของมาเลเซีย เมืองเก่าแก่ ที่มีประวัติศาสตร์ยาวนานและยังเป็นเมืองที่ได้ขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกอีกด้วย

การเดินทางนั้นไม่ไกลจาก KL เท่าไร นั่งรถประมาณ 2 ชั่วโมงก็ถึงแล้วค่ะ ซึ่งวันที่เรามานั้นเป็นช่วงที่มี
ถนนคนเดิน Jonker Street Walk ด้วย ทริปนี้เลยจะเน้นเดินชมและชิมที่ถนนคนเดินเป็นหลักนะคะ
แม้จะเป็นการชมเมืองมะละกาแบบเวลาน้อย แต่ก็ถือว่าเป็นอีกทริปที่ค่อนข้างประทับใจมากๆเช่นกันค่ะ

ฝากช่องทางการติดต่อไว้ด้วยนะคะ หากมีคำถามอะไรเกี่ยวกับทริปนี้เข้ามาคุยกันได้เลยค่ะ https://www.facebook.com/gagagigy

ภาพชุดนี้ถ่ายโดยกล้อง Nikon D7100 , Lens : nikkor 17-55 f2.8, nikkor 10-24

การเดินทาง

เราจะไปนั่งรถบัสเพื่อไปมะละกาที่ Terminal Bersepadu Selatan (TBS) ทริปนี้เราออกเดินทางจาก Bukit Bintang ก็นั่ง Monorail
มาต่อรถไฟเส้นทาง Sri Petaling line ที่สถานี Hang Tauh เพื่อไป Banda Tesik Selatan
สถานีจะเชื่อมต่อระหว่างกันแม้จะเป็นคนละสายก็ตาม ตอนที่ซื้อตั๋วก็กดสถานี Banda Tesik Selatan ได้เลย
ลงจากสถานีก็จะมีสะพานเดินเชื่อมไปยัง TBS อาคาร TBS จะสูงเด่นไม่หลงแน่นอนค่ะ

หรือถ้าใครมาจากสนามบิน KLIA2 ก็มีรถจากสนามบินเพื่อไปมะละกาได้เลยค่ะ

บูทที่ซื้อตั๋วจะมีเยอะมาก ก็เข้าไปซื้อได้ทุกช่องทางที่เขียนว่าไป Melaka ได้เลย พนักงานจะให้เราเลือกรอบรถและบริษัทรถที่เราต้องการจะเดินทางด้วย
ของเราไปถึง 16:00 เลยเลือกรถรอบ 16:15 เลยเพื่อความรวดเร็ว ค่ารถคนละ 10 RM

หลังจากซื้อตั๋วแล้วก็ไปรอที่ Gate ตามที่ระบุในตั๋วได้เลยค่ะ ของเราโชคร้ายได้รอบรถที่ Delay ไปเกือบชั่วโมงเลยค่ะ ทำให้ไปถึงช้ามากๆ คือเลือกรอบรถแบบใกล้เวลาที่สุด
กลายเป็นช้าไปซะอย่างนั้น เดินวนไปวนมา ซื้อขนมแถวนั้นหม่ำจนอิ่มเลยค่ะ

ภายในรถนั่งสบายๆ ใช้เวลาเดินทางประมาณเกือบ 2 ชั่วโมง ก็มาถึง Melaka Sentral แล้ว

การเดินทางจาก Melaka Sentral จากนั้นก็ให้เดินเข้าไปในตัวอาคารค่ะ แล้วเดินจนผ่าน Mc Donalds มาแล้วเลี้ยวซ้ายก็จะเจอรถบัสสีแดง เบอร์ 17
ที่ข้างๆรถเขียนว่า Panorama Melaka ก็โดดขึ้นไปได้เลย ค่ารถถูกมากแค่คนละ 1.5 RM ของเราเลือกไปลงที่ Christ Church
ซึ่งจะเป็นจุดที่สามารถเดินข้ามไปยัง Jonker Street

มาถึงมะละกาแล้ว จะเห็นรถสามล้อน่ารักๆนี้มารอต้อนรับกันเยอะมาก แต่ละคันต่างก็ประดับประดารถด้วยดอกไม้ต่างๆบางคันก็นำตุ๊กตาตัวโตมาประดับเลยค่ะ ดูน่ารักมากๆ
แต่ที่เห็นเยอะมากที่สุดน่าจะเป็นคิตตี้ประดับด้วยดอกไม้สีชมพูถูกใจเราที่สุด นอกจากจะประดับประดากันแบบจัดเต็มแบบนี้แล้ว ยังมีเครื่องเสียงติดบนรถด้วยค่ะ เพลงแดนซ์มันส์มากๆ

จากนั้นข้ามฝั่งสะพานมาก็เป็นถนนคนเดิน Jonker Street Walk แล้ว วันนี้คึกคักมากเพราะมีถนนคนเดินนักท่องเที่ยวเยอะมากๆแน่นไปหมดทั้งถนนเลย

ที่พักของเราวันนี้ค่อนข้างใกล้ Jonker Street Walk มากค่ะ เดินถัดมาแค่ซอยเดียวเท่านั้นเอง

Vinz Hotel เป็นโรงแรมขนาดเล็ก ตั้งอยู่ใจกลางเมือง ห้องพักขนาดค่อนข้างเล็กนิดหน่อยแต่ว่าภายในสะอาดมากค่ะ มีสิ่งอำนายความสะดวกครบ
ถือว่าคุ้มในเรื่องของการเดินทางมากๆ ราคาที่เราจองได้ประมาณ 1500 บาท

ใกล้ๆโรงแรม ติดบริเวณริมน้ำด้วยค่ะ มาเดินชมบรรยากาศแถวนี้ก็สวยไม่น้อยเลย

เก็บของเรียบร้อยได้เวลาหาของอร่อยกันแล้วค่ะ จากโรงแรมเดินไปสะดวกมาก ระหว่างทางมีร้านอาหารและโรงแรมตลอดทางค่ะ ไม่น่ากลัว
ภาพช่วงกลางคืนนี้จะเบลอๆนิดนึงนะคะ เดินไปถ่ายไป คนก็เบียดค่ะ

ทางเดินจะค่อนข้างเล็ก มีร้านอาหาร เสื้อผ้าต่างๆเรียงรายกันเยอะมาก ราคาไม่แพงเท่าไรค่ะ

ร้านนี้ขายน้ำผลไม้ มีให้เลือกหลายแบบมากๆ ราคาไม่แพงแค่แก้วละ 2 RM เท่านั้นเอง อร่อยชื่นใจได้รสผลไม้เต็มๆ

มาถึงเมนูนี้ไม่แน่ใจ ว่าเรียกว่าอะไรนะคะ ลักษณะจะคล้ายๆ ไส้กรอกของบ้านเราแต่เนื้่อจะแน่นๆเด้งๆกว่า อร่อยมากค่ะอยากให้ลองชิมเลย

ช่วงแรกๆนี่แวะเกือบทุกร้านค่ะ เห็นอะไรก็ชิมหมด

Kuih Lobuk Radish Cake เป็นแป้งผัดกับเครื่องแล้วทานกับซีอิ๊วหวานๆ แต่แป้งเยอะไปและน้ำมันเยอะมากๆ ค่อนข้างเลี่ยนไปหน่อยค่ะ

เมนูติ่มซำร้านนี้ มีให้เลือกเยอะมาก รสชาติพอใช้ได้


ระหว่างทางก็มีขนมหน้าตาแปลกๆให้ลองเยอะมาก

ชิ้นนีคล้ายขนมไทยเลย แต่อร่อยสูไม่ได้ แป้งล้วนๆจืดๆ

ร้าน Geographer เป็นร้านอาหารเก๋ในย่านถนนคนเดินที่มีลูกค้าค่อนข้างเยอะมากค่ะ ดูวุ่นวายไปนิดนึงเลยไม่ได้แวะค่ะ

ด้านในนี้จะเป็นเหมือนสวนเล็กๆให้พักผ่อนได้ มีห้องน้ำให้บริการด้วย

มาต่อกันด้วยไอศครีม ร้านนี้ไอเดียเก๋ดีค่ะ นำไอศครีมใส่กระถางต้นไม้แบบพลาสติกแล้วโรยด้วย Oreo ไอศครีมหอมนุ่มดี

เดินมาจนเกือบสุดทาง จะมีเวทีซึ่งจะมีสาวใหญ่หนุ่มใหญ่ร้องเพลงขับกล่อมค่ะ เป็นบรรยากาศน่ารักๆ ใครเหนื่อยก็มานั่งพักฟังเพลงมุมนี้ก่อนได้

หลังจากนั้น เดินมาตรงช่วงหลังเวที จะมีโซนร้านอาหารต่างๆ ที่มีอาหารให้เลือกหลายประเภทมากๆแถวนี้จะเป็นร้านแบบมีที่นั่งให้ทานค่ะ

มีทั้งซูชิ อาหารท้องถิ่น BBQ Seafood บะหมี่ ก๋วยเตี๋ยว

ร้านนี้จะเป็นเมนู ลูกชิ้นต่างๆมาจุ่มกับน้ำสะเต๊ะค่ะ

เมนูที่เราทานกันวันนี้เป็น Fried Oyster คือเลือกจากภาพหน้าร้านดูน่าอร่อยมาก หอยนางรมตัวโตมาก พอสั่งมาจริงแบบว่าเล็กมากแทบมองไม่ออกว่าเป็นหอยนางรมเลยค่ะ รสชาติก็คล้ายๆหอยทอดแต่ออกหวานๆ เลี่ยนๆหน่อย

ส่วนเมนูนี้ไม่ผิดหวัง เป็น BBQ Oyster แล้วราดด้วยชีสอีกที หอยนางรมตัวใหญ่มากๆ กับชีสหอมๆ คนละสองตัวจะกำลังดี ถ้ามากกว่านี้เลี่ยนแน่ๆ

มาต่อกันที่ร้าน QQ Ice 86 อยู่ในถนนคนเดินเลยค่ะ ตอนแรกตั้งใจจะชิมขนมหวาน แต่เห็นเมนูบะหมี่ต่างๆแล้วน่าอร่อยบวกกับยังไม่อิ่มก็เลยจัดหนักอีกมื้อค่ะ

เป็นบะหมี่ลวก ราดด้วยซีอิ๊ว ทานคู่กับน้ำซุป ซึ่งมีเต้าหู้ ลูกชิ้นปลา จานนี้เด็ดที่น้ำซุปค่ะ หอมมากๆ

เกี๊ยว ก็อร่อยที่น้ำซุปค่ะ ตัวเกี๊ยวเฉยๆ ไม่ได้อร่อยมาก

ปิดท้ายด้วยน้ำหวานเย็นชื่นใจอีกคนละแก้ว ด้วยน้ำมะพร้าวผสมน้ำผึ้ง รสชาติแปลกมากค่ะ

อิ่มมากขนาดนี้ ต้องหาที่เดินย่อยค่ะ บริเวณริมน้ำด้านข้างของร้าน Hard Rock จะมีทางเดินเล็กๆให้ชมบรรยากาศได้สวยงามมากๆค่ะ แต่ค่อนข้างเงียบนิดนึง

มองผ่านแม่น้ำไปเห็น Christ Church อยู่ไกลๆสวยงามเลยทีเดียว

อาคารสวยๆ ตกแต่งน่ารัก มีให้เห็นทั่วทั้งเมือง

บรรยากาศยามเช้า ของหน้าที่พัก ดูเงียบสงบดีนะคะ รายล้อมด้วยตึกสไตล์สวยๆเต็มไปหมด

เดินชมมาเรื่อยๆ ก็จะเจอร้านอาหาร ร้านขนมต่างๆ นอกจากนี้ยังมีบางบ้านที่จัดทำเป็นพิพิธภัณฑ์ให้นักท่องเที่ยวอย่างเราเข้าชมด้วยค่ะ ส่วนใหญ่จะให้เข้าชมฟรีๆกันเลย
แต่เนื่องจากว่า เราต้องนั่งรถกลับตอนเที่ยง ทำให้ได้แค่ชมผ่านๆจากด้านนอกเท่านั้น

หลังนี้จะเปิดเป็นพิพิธภัณฑ์ให้ชมค่ะ ฟรีด้วย

เดินมาสักพัก ได้พบกับร้านขนมน่ารักๆ Crystal House บรรยากาศสวยมากๆ ด้านในขายเครื่องดื่มหลากหลายเมนูและที่น่าหม่ำที่สุดก็คือ Cheese Cake นี่แหละค่ะ

Cheese Cake อร่อยมากๆ เนื้อนุ่มเนียน หอมกลิ่นชีสเต็มๆ ถ้าใครมาอย่าพลาดชิมเชียวนะคะ ติดใจมากๆ ถ้าเราได้กลับไป จะไปทานสักสามชิ้นเลยค่ะ

อิ่มท้องแล้ว เดินชมบรรยากาศกันต่อ อาคารสีสันสดใส ถ่ายภาพกันไม่มีเบื่อเลย

ร้านอาหาร Chicken Rice Ball มีให้เห็นเยอะมากตลอดทางค่ะ แต่ส่วนมากคนจะไปต่อคิวกันอยู่ไม่กี่ร้าน ซึ่งเป็นร้านชื่อดังของที่นี่

อย่างร้านนี้ แถวยาวมาก ในร้านก็อัดกันอย่างแน่นมากๆ เสียดายว่าเราไม่มีเวลาต่อคิวชิมด้วยเลย

เวลายังเหลืออีกนิดหน่อย เดินมาชม Christ Church ช่วงกลางวันอีกสักรอบ จริงๆแล้วมะละกามีสถานที่ท่องเที่ยวที่น่าสนใจเยอะเลยนะคะ
แต่เราได้แค่ชม Christ Church และ St.Paul’s Church เท่านั้น

St.Paul’s Church อยู่ไม่ไกลจาก Christ Church ต้องเดินลัดเลาะขึ้นเขามา สำหรับคนอ้วนๆอย่างเราก็เล่นเอาเหนื่อยหอบอยู่เหมือนกันนะคะ

ขึ้นมาด้านบนแล้ว วิวสวยมากๆ มองเห็นวิวทะเลไกลๆด้วย

จากนั้นก็ได้เวลาเดินทางกลับแล้วค่ะ จาก Melaka Sentral มีรถไปถึง KLIA2 เลยค่ะ เดินทางสะดวกมากๆ รถจะมีเป็นรอบๆ สามารถเช็คเวลาได้จากเว็บนี้เลยค่ะ
http://www.klia2.info/buses/bus-operators/transnasional/service-routes-from-malacca-to-klia2

ภายในสนามบินนี้นอกจากจะร้านอาหารสวยๆต่างๆเยอะแล้ว สินค้าแบรนด์เนมที่นำมาลดราคาก็มีเยอะค่ะ สามารถเดินระหว่างรอขึ้นเครื่องได้ไม่มีเบื่อเลย
มาถึงสนามบินก่อนเวลาถึง 3 ชั่วโมง สิ่งที่จะฆ่าเวลาของเราได้ก็เป็นการกินแน่นอน

ร้านแรก KFC อยากชิมเพราะอยากรู้ว่า ไก่ทอดของเค้าจะเหมือนที่เมืองไทยไหม

เมนูนี้ปลื้มมากจริงๆค่ะ เฟรนช์ฟรายแบบราดชีสมาเต็มๆ อร่อยมากๆ คนที่นี่เค้าทาน KFC กันด้วยมือเป็นส่วนใหญ่นะ

ไก่ทอดแบบหอมเครื่องเทศ ชุดนี้ก็อร่อยดีเปรี้ยวๆเผ็ดๆนิดๆ

KFC เป็นแค่อาหารเรียกน้ำย่อยค่ะ เราเดินหาร้านอร่อยกันต่อ มาเจอกับร้านนี้ KLUANG Station Cafe ร้านบรรยากาศสวยดูนั่งสบายๆ
เมนูส่วนใหญ่เป็นอาหารท้องถิ่นของมาเลเซีย ราคาอาหารพอรับได้ค่ะ

เมนูเครื่องดื่มสุดเก๋ 3 Layers Ice ชาเย็นหอมๆหวานกำลังดี

Daging Dendang Rice เป็นเมนูข้าว ทานกับเนื้อผัดกับน้ำพริกรสชาติหวานๆหน่อย แต่เนื้อเหนียวมากอ่ะ เคี้ยวกันเมื่อยมาก

Hainanese Spring Rolls กรอบๆ อร่อยดี

Toast Charcoal Bun ขนมปังไส้ในหวานๆหน่อย หน้าตาไม่ค่อยสวยงามแต่อร่อยดีค่ะ

บินกลับบ้านพร้อมพุงกางๆ กับความประทับใจในเมืองมะละกา เมืองเล็กๆแต่เต็มไปด้วยสเน่ห์ ค่าใช้จ่ายต่างๆไม่แพงค่ะค่าครองชีพคล้ายๆบ้านเรา รวมทั้งทริปของเรา 3 วัน 4 คืน
กับ 2 เมือง แบบกินกระหน่ำ พักสบาย หมดไปทั้งหมดคนละ 8,000 บาทเท่านั้นเอง

 


 

Comments

comments