Singapore : เที่ยวประหยัดจัดเต็ม กิน เที่ยวครบ 3 วัน 2 คืน 10,000 บาท

สิงคโปร์เป็นประเทศเกาะเล็ก ๆ ที่มีขนาดเพียงแค่ 697 ตารางกิโลเมตร พื้นที่เล็กกว่ากรุงเทพมหานครซะด้วยซ้ำ แต่ประเทศเล็ก ๆ แบบนี้กลับมีสิ่งที่น่าทึ่งอยู่มากมาย  “สิงคโปร์ ” เป็นชื่อแรกๆ ที่นึกขึ้นมาได้เมื่อคิดอยากจะไปเที่ยวแบบสะดวกสบาย แบบไม่ไกลบ้านเรามากนัก แม้บางทีทุกคนอาจจะมองว่าสิงคโปร์น่าเบื่อ มีแต่ตึกไม่เห็นมีอะไรเลย แต่สำหรับเราไม่ใช่เลย เราชอบไปดูวิวสถาปัตยกรรมเจ๋งๆของเค้า ยิ่งเวลากลางคืน จะกลายเป็นเมืองที่เต็มไปด้วยสีสันและแสงไฟ มันดีต่อใจมากจริงๆ และถึงจะเป็นประเทศที่เต็มไปด้วยสิ่งปลูกสร้างแต่เป็นสิ่งปลูกสร้างที่เคียงคู่กับต้นไม้ใหญ่ มองไปทางไหนก็ดูร่มรื่นสบายตา

 


เตรียมตัวเที่ยวสิงคโปร์

1. ตั๋วเครื่องบิน 

ปัจจุบันมีสายการบิน บินตรงให้เลือกบินไปสิงคโปร์เยอะมากๆ ทั้ง Low cost และ Full Service ส่วนราคาก็เลือกเอาตามความถูกใจ ถ้าชอบบิน Full Service อาจจะราคาสูงหน่อย แต่ก็แลกกับความสะดวกสบายมีอาหารเสิร์ฟ ส่วนเราจะเน้นเลือกถูกที่สุดเพราะสิงคโปร์บินแค่แป๊บเดียว (บินประมาณ 2 ชั่วโมง 30 นาที) เน้นดูราคารวมดีที่สุด ถ้า Full Service ต่างจากราคา Lowcost ไม่มากก็เลือก Full Service สะดวกกว่า เพราะเป็นราคารวมหมดแล้ว ไม่ต้องมาจ่ายยุบยิบเพิ่มทีหลัง สำหรับราคาโปรโมชั่นของสายการบินก็สามารถเช็คกับ TRAVELOKA https://www.traveloka.com/th-th/flight/to/Singapore.SIN/1 ที่เดียวได้เลย เพราะมีสายการบินต่างๆให้เทียบราคาได้สะดวก

2. ที่พัก

การเลือกที่พักควรเลือกที่อยู่ใกล้สถานีรถไฟฟ้าให้มากที่สุด ย่านที่พักยอดนิยม ได้แก่ Chinatown, Bugis, Clarke Quay, Geylang เพราะจะได้เดินทางสะดวกและปลอดภัยหากกลับค่ำ  ที่พักในสิงคโปร์ก็มีให้เลือกหลากหลาย ทั้งโรงแรมหรูและโฮสเทลน่ารักๆ ราคาประหยัด ส่วนครั้งที่ผ่านมาเราพักแบบโฮสเทลที่ Beary Best Hostel  เป็นโฮสเทลน่ารักๆ ที่เดินทางสะดวกมากๆ ใกล้กับ MRT China Town เพียงแค่ข้ามถนนมาเท่านั้นเอง

3. เตรียมเอกสารการเดินทาง

เตรียมเอกสารการเดินทางให้ครบทั้งพาสปอร์ต, ใบจองโรงแรม, เอกสารเที่ยวบิน, บัตรเครดิต, แพลนและบัตรท่องเที่ยวต่างๆ ต.ม. ที่สิงคโปร์ค่อนข้างเข้มงวดพอสมควร ถ้าเตรียมเอกสารให้พร้อมไว้จะได้ไม่ต้องกังวล

4. วางแผนการเดินทาง

สืงคโปร์เป็นประเทศที่เที่ยวง่ายก็จริง แต่ก็ควรทำการบ้านเบื้องต้นมาบ้าง ทำเป็นแพลนหลวมๆ ว่าจะไปเที่ยวจุดไหน ไปทำอะไรบ้าง มีการเดินทางยังไงบ้าง รวมถีงร้านอาหารที่อยากไปชิม เพื่อเตรียมตัวซื้อตั๋วเดินทางต่างๆได้คุ้มและประหยัดค่าใช้จ่าย รวมถึงเช็คข้อมูลงานอีเว้นท์ต่างๆ เพราะสิงคโปร์เป็นประเทศที่เปลี่ยนแปลงเร็วมาก มีการจัดกิจกรรมต่างๆอยู่เสมอ ไปทั้งทีจะได้ไม่พลาดอีเว้นท์เด็ดๆที่นั่น  มีเพจและเว็บไซต์ต่างๆมากมายที่สามารถเช็คข้อมูลได้ อย่างเช่น VisitSingpore หรือ ซอกแซกสิงคโปร์

5. แลกเงิน 

เมื่อวางแผนแล้วก็จะได้ประเมินค่าใช้จ่ายต่อวันเบื้องต้นได้ สิงคโปร์ใช้สกุลเงิน SGD  สามารถหาแลกได้ตามร้านแลกเงินทั่วไป เราก็แลกกับซุปเปอริชเหมือนเดิม


การเดินทางจากสนามบิน Singapore Changi Airport สู่ตัวเมืองสิงคโปร์

สนามบินชางฮี (Changi Airport) มีอาคารผู้โดยสารทั้งหมด 3 Terminal  MRT จะขึ้นที่ Terminal 2 การเชื่อมต่อระหว่างอาคารผู้โดยสาร(Transfer Terminal)ของสนามบินจะมีอยู่ 2 วิธีด้วยกัน คือ ใช้บริการรถไฟ (Skytrain) ที่วิ่งระหว่าง Terminal 2 และ Terminal 3 ใช้เวลาประมาณ 4 นาที (ใช้บริการได้ ฟรี ) หรือ Shuttle Bus

วิธีที่สะดวกและประหยัดที่เราแนะนำก็คือ MRT  ให้บริการตั้งแต่ ตี 5 ครึ่งจนถึง 23:18 สามารถขึ้นได้ทั้ง Terminal 2 และ Terminal 3 สามารถเลือกได้ว่าจะซื้อตั๋วครั้งเดียว หรือแบบบัตรเติมเงินที่เรียกว่า EZ-Link Card ซึ่งสามารถใช้ได้ต่อ แนะนำให้ซื้อเป็น EZ-Link Card ไปเลยเพื่อความสะดวกไม่ต้องมาซื้อตั๋วทุกสถานี แค่แตะบัตรก็จบเลย ข้อเสียของ MRT ก็คือ หากมีสัมภาระใบใหญ่จะไม่ค่อยสะดวกเท่าไร  อย่าลืมขอแผนผัง MRT มาติดไว้ด้วย ช่วยเรื่องแพลนการเดินทางได้มาก


การเดินทางเที่ยวในสิงคโปร์

ประเทศสิงคโปร์เป็นเมืองที่มีการคมนาคมที่ค่อนข้างสะดวกรวดเร็ว ไม่ว่าจะด้วยรถไฟฟ้า MRT รถเมล์ หรือแท็กซี่ ซึ่งนอกจากจะช่วยให้นักท่องเที่ยวอย่างเราๆ เดินทางได้สะดวกแล้ว ยังมาพร้อมกับบัตรโปรโมชั่นต่างๆ ให้เราเลือกบัตรต่างๆได้เหมาะสมกับแพลนการเดินทางได้ด้วย
– บัตร EZ Link 

บัตร EZ-Link (Easy Link) บัตรยอดนิยมของนักท่องเที่ยวเลยก็ว่าได้ บัตรนี้เป็นบัตรสารพัดประโยชน์ ที่สามารถใช้ขึ้นรถไฟฟ้า MRT, ขึ้นรถเมล์, แท็กซี่และยังใช้ชำระค่าสินค้าตามร้านสะดวกซื้อหรือร้านค้าที่มีสัญลักษณ์รับบัตร เรียกว่าบัตรเดียวก็เที่ยวได้สบายใจไม่ต้องพกเงินสด สะดวก รวดเร็ว

– The Singapore Tourist Pass

บัตรแบบเหมาจ่ายที่ใช้เดินทางได้กับ MRT, LRT หรือรถเมล์แบบไม่จำกัดจำนวนครั้ง ประเภทของบัตรมีให้เลือกแบบ 1 วัน (S$10) 2 วัน (S$16) และ 3 วัน (S$20)  มีมัดจำบัตรเพิ่มอีก S$10 เงินมัดจำนี้จะได้คืนถ้าหากมีการคืนบัตรภายใน 5 วันหลังจากที่เราซื้อ  สามารถซื้อและคืนบัตรได้จาก Ticket Office ตามสถานีรถไฟฟ้า จำนวนวันต้องติดต่อกัน หมดอายุทุกเที่ยงคืน

– The Singapore Tourist Pass  Plus

บัตรแบบเหมาจ่ายที่ใช้เดินทางได้กับ MRT, LRT หรือรถเมล์แบบไม่จำกัดจำนวนครั้ง ประเภทของบัตรมีให้เลือกแบบ 1 วัน (S$10) 2 วัน (S$16) และ 3 วัน (S$20) บัตรนี้จะไม่มีมัดจำ แต่จะใช้ขึ้น Bubber Jet Boat กับ FunVee Open Top Bus ได้ด้วย และไม่ต้องคืนบัตร

เราเลือกใช้บัตร The Singapore Tourist Pass  Plus  เพราะแพลนไว้ว่าจะขึ้น Bubber Jet Boat กับ FunVee Open Top ในตอนแรกค่ะ แต่สุดท้ายก็พลาดเพราะแพลนไม่ดี ทำให้เวลาไม่พอ บัตรนี้ค่อนข้างคุ้มสำหรับคนที่จะเดินทางไปหลายๆจุด เป็นราคาเหมาไปเลย ไม่ต้องมาเติมเงินอีก แต่ต้องไปหลายที่จริงๆนะถึงจะคุ้ม เพราะค่ารถไฟฟ้าที่สิงคโปร์ไม่ได้แพงเท่าไร ถ้าเดินทางไม่กี่จุดใช้ EZ Link คุ้มกว่าค่ะ


MARINA BAY

เริ่มต้นทริปกันด้วยการเดิมชมรอบๆ อ่าวมาริน่า แหล่งแลนด์มาร์คสำคัญๆของสิงคโปร์ ไม่ว่าจะเป็น Merlion, Marina Bay Sand, ArtScience Museum, Singpore Flyer รอบๆอ่าวมาริน่านี้ สามารถเดินชมได้ทั้งกลางวันและกลางคืน แต่ด้วยอากาศสิงคโปร์ค่อนข้างร้อน มาเดินช่วงกลางวันอาจจะไม่ค่อยสบายตัวเท่าไร ถ้ามาช่วงค่ำๆจะดีกว่าตรงที่ไม่ร้อนมาก ตึกต่างๆพร้อมใจกันเปิดไฟทำให้เต็มไปด้วยแสงสีดูสวยงามมากๆและยังมีการแสดงแสงสีเสียงให้ชมด้วย

เนื่องจาก Merlion เป็นสัญลักษณ์ของประเทศสิงคโปร์นักท่องเที่ยวจึงนิยมมาถ่ายภาพกันเป็นจำนวนมาก  และจุดนี้จะเป็น Merlion ที่คนนิยมมากันมากที่สุด อยู่ที่ Merlion Park บริเวณ Marina Bay นี่เอง

การเดินทาง เรานั่ง mrt ไปลง Raffles Place แล้วเดินเลาะๆเที่ยวรอบๆนั้นไปเรื่อยๆค่ะ

ArtScience Museum

เราสามารถเดินได้รอบ Marina Bay ได้เลย ระยะทางไกลหน่อย แต่ก็เดินชมนั่นชมนี่ไปได้เพลินๆ อาคารรูปทรงแปลกตาที่เห็นด้านหน้า Marina Bay Sand นั้นบางคนก็มองว่าคล้ายส้มโอ บางคนก็ว่าเป็นดอกบัวนั้นก็คือ ArtScience Museum  พิพิธภัณท์ศิลปะและวิทยาศาสตร์(ArtScience Museum) เป็นพิพิธภัณท์ที่เน้นการผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนการจัดแสดงไปเรื่อยๆ โดยใช้ exhibition ที่มีชื่อเสียงระดับระดับโลกที่มีการผสมผสานระหว่างศิลปะและวิทยาศาสตร์ เช่น American Museum of Natural History, the Smithsonian Institute และ ดีไซเนอร์ระดับโลก สิงคโปร์นี่เป็นเมืองที่มีมิวเซียมเด็ดๆเยอะมากๆ สำหรับคนที่ชอบดูงานต่างๆ งานดีไซน์มาที่สิงคโปร์แล้วน่าจะเพลินมาก ราคาค่าเข้าอาจจะสูงหน่อย แต่ถ้าเทียบกับความรู้ที่จะได้กลับไป เรามองว่าคุ้มนะ

Helix Bridge สะพานรูปเกลียวที่ออกแบบได้สวยงามโดดเด่น เป็นทางเชื่อมไปสู่ Marina Bay Sand เป็นอีกหนึ่งจุดที่ถ่ายภาพได้สวยมากๆ ช่วงค่ำ จะเปิดไฟมีแสงสีสวยงาม จะยิ่งดูอลังการเข้าไปอีก แต่ช่วงกลางวันก็สวยอีกแบบเพราะถ่ายรูปได้ง่ายกว่าไม่เบลอ แต่ข้อเสียคือร้อนมากๆ เพราะไม่มีร่มให้หลบแดดเลย

Sand Sky Park

เดินข้าม Helix Bridge กันแล้วก็จะถึง Marina Bay Sand ภายในมีร้านอาหารและร้านค้ามากมาย มี Foodcourt ขนาดใหญ่ มีอาหารให้เลือกหลากหลายมาก มื้อเย็นเรามาฝากท้องกันที่นี่ค่ะ แล้วก็จะขึ้นไปชมวิวมุมสูงของสิงคโปร์ Sand Sky Park กันต่อ

Sand Sky Park เป็นจุดชมวิวมุมสูง อยู่ที่ Marina Bay Sand ชั้น 57  สำหรับคนที่ไม่ได้มาพักที่โรงแรมก็สามารถขึ้นมาชมวิวได้โดยซื้อบัตรราคา 23$ หรือจะมาใช้บริการของร้านอาหารหรือบาร์ด้านบนก็ได้ ไม่ต้องเสียค่าเข้าชมแต่นำไปจ่ายเป็นค่าอาหารแทน ดีกว่าเสียไปกับค่าบัตรเข้าชมฟรีๆ แต่ราคาอาหารไม่แน่ใจนะว่าแพงขนาดไหน ก็คงน่าจะคุ้มกว่าจ่ายค่าบัตรแต่ไม่ได้กินอะไรแหละเนอะ

วิวด้านบนจะมองเห็นแลนด์มาร์คสำคัญๆของสิงคโปร์ได้หลายจุด ช่วงค่ำๆจะยิ่งสวยเพราะมีแสงไฟจากอาคารต่างๆ ดูโรแมนติกมากๆ แนะนำให้มาช่วงเย็นๆอยู่ยาวไปจนถึงค่ำ จะได้เห็นทั้งสองบรรยากาศเลย

ยิ่งค่ำ จะยิ่งสวยเพราะมีแสงไฟจากตึกต่างๆ ทำให้ดูมีสีสันระยิบระยับมาก มองเห็นไปไกลถึง Garden By The Bay และ Singapore Flyer มีแสงไฟระยิบระยับจากเรือในทะเลอีก ยิ่งสวยมากๆ

บรรยากาศยามค่ำ รอบอ่าวมาริน่า สวยมากๆ มีสารพัดแสงสีจากตึกรอบๆ

ทุกคืนจะมีการแสดง Laser Show จาก Marina Bay Sand ด้วย มองจากมุมนี้จะได้เห็นทั้งตึก Marina Bay Sand และ Merlion ไปพร้อมๆกัน  สำหรับการแสดงโชว์จะมีทุกวัน วันอาทิตย์-พฤหัสบดี จะมี 2 รอบคือ 20:00 และ 21:30 ส่วนคืนวันศุกร์และเสาร์จะมี 3 รอบคือ 20:00 21:30  และ  23:00

มองจากมุม Helix Bridge จะเห็น Laser Show เพียงไกลๆ ถ้าจะเน้นชัดๆ มุมด้าน Merlion Park จะสวยกว่า แต่ตรงนี้ก็ได้ความสวยของแสงไฟจากสะพานสวยไปอีกแบบ จริงๆแล้วก็ถ่ายภาพคู่กับทั้งสองจุดได้เลย เพราะการแสดงมีสองรอบ รอบแรกอาจจะยืนถ่ายที่ Helix Bridge รอบสองก็เดินไปถ่ายจากมุม Merlion เราก็ใช้วิธีแบบนี้ ได้ภาพมาจากสองมุมเลย เดินรอบๆอ่าวมาริน่าช่วงค่ำนี้ไม่มีน่าเบื่อแน่นอน แสงสีสวยมาก


Gardens by the Bay

Super Tree สุดอลังการ ภายในลายร้อมด้วยสวนต้นไม้ ดอกไม้ และ พันธุ์พืชนานาชนิด ที่ใหญ่ที่สุดในสิงคโปร์ บริเวณรอบๆจะสามารถเข้าไปเดินชมได้ฟรี แต่ส่วนของ สวนเรือนกระจก (Cloud Forest & Flower Dome) & ทางเดินลอยฟ้า (OCBC Skyway) จะมีค่าใช้จ่ายเพิ่มเติมถ้าชอบบรรยากาศการชมพันธุ์ไม้สวยๆงาม ก็ถือว่าคุ้มมากเพราะพื้นที่กว้างใหญ่ แต่สำหรับเราแค่ชมด้านนอก จุดนี้แนะนำให้มาช่วงค่ำ จะมีการแสดงไฟด้วย สวยงามโรแมนติกเป็นที่สุด

การเดินทางมาที่ Gardens by the Bay  นั้นสะดวกมาก นั่งรถไฟฟ้าสาย Circle Lineไปลงสถานี MRT Bayfront ทางออก Gardens by the Bay หลังจากที่ออกจากรถไฟฟ้าก็จะเจอกับทางเข้าสวนแล้ว ใช้เวลาเดินประมาณ 5-10 นาที วิวระหว่างทางสวยมาก สำหรับคนที่ไม่สะดวกเดิน เช่นผู้สูงอายุ ครอบครัวที่มีเด็กเล็ก ก็จะมี Shuttle Service  ค่าบริการคนละ 2 SGD นั่งได้ 2 ขา (ไป – กลับ) รถจะไปจอดที่หน้าทางเข้าโดมดอกไม้

ส่วนเราแค่เห็นวิวก็อยากจะเดินชมไปเรื่อยๆแล้ว ระยะทางเหมือนจะไกลแต่ชมวิวไปเรื่อยๆ เพลินมากจนลืมเมื่อยไปเลย

พื้นที่ในสวน Gardens by the Bay จะแบ่งออกเป็น 3 ส่วนดังนี้ Bay South Garden, Bay East Garden และ Bay Central Garden ส่วนที่มีพื้นที่มากที่สุดจะเป็น Bay South Garden มีพื้นที่ 54 hectares มีส่วนที่เข้าชมได้ฟรี และ ส่วนที่ต้องเสียค่าเข้าชม โดยส่วนที่เสียค่าเข้าชมจะเป็นโดม 2 โดม (conservatory) ได้แก่โดมดอกไม้ (Flower Dome) และ โดมป่าเมฆ (Cloud Forest) มีค่าเข้าชมคนละ 28 SGD  ถ้าต้องการซื้อถูกกว่านี้แนะนำให้ซื้อกับทัวร์เอเจนซี่จะราคาถูกกว่า แต่เราไม่ได้เข้าไปชมด้านในนะคะ เราแค่มาชมการแสดงไฟที่ Super Tree อย่างเดียวก็ไม่มีค่าใช้จ่าย สามารถชมได้ฟรีเลย

มื้อเย็นเรามาฝากท้องกันที่ Food court ภายใน Garden By The Bay อยู่ตรงข้ามกับ Super Tree เลยค่ะ นั่งกินข้าวจากมุมนี้ได้มองวิวสวยๆจาก Super Tree  ไปด้วย คุ้มมากๆ โดยรวมแล้วอาหารอร่อยมากๆ จานใหญ่ ราคาแพงกว่า Food Court ด้านนอกพอสมควรแต่แลกกับวิวดีๆก็คุ้มอยู่ค่ะ

Supertree Garden Rhapsody (OCBC Light and Sound Show)

เป็นการแสดง แสง สี ของกลุ่มต้นไม้ Supertree ใน Gardens by the Bay ประกอบจังหวะกับเพลง Rainforest Orchestra – Australasia และ Oceania สามารถชมได้ฟรี มีการแสดงวันละ 2 รอบ ครั้งละ 15 นาที ไฟจะกระพริบเปลี่ยนสีไปเรื่อยๆ สวยมาก มุมนี้ถ่ายจากด้านหน้า Foodcourt จะเห็น Marina Bay Sand เป็นฉากหลังด้วย
– รอบแรก 19.45 น.
– รอบที่สอง 20.45 น.

ทางเดินลอยฟ้าที่เชื่อมระหว่าง Supertree มีชื่อว่า OCBC Skyway ทางเดินยาว 128 เมตร มีความสูงจากระดับพื้นดิน 22 เมตร เมื่อขึ้นไปอยู่ด้านบนสามารถมองเห็นวิวได้โดยรอบ เช่น Marina Bay Sands, พื้นที่รอบๆ Supertree เปิดให้ขึ้นในเวลา 9.00 – 21.00 น. มีค่าใช้จ่ายในการขึ้นคนละ 8 SGD


China Town 

รอบๆบริเวณนี้ค่อนข้างคึกคัก มีร้านค้าร้านอาหารเยอะมากๆ มี Foodcourt ราคาไม่แพงอยู่ด้วย เป็นย่านที่มีคนค่อนข้างเยอะตลอดทั้งวันเลยทีเดียว อาคารบ้านเรือนร้านค้าแถวนี้จะเป็นอาคารทรงเก่าที่รายล้อมด้วยตึกสูงทรงทันสมัย ได้สองบรรยากาศในเวลาเดียวกันเลย

มาสิงคโปร์แล้วเมนูที่เราชอบที่สุดจะเป็นพวกบะหมี่ เพราะเส้นเค้าเหนียวนุ่มมากๆ หมูหรือเป็ดก็รสชาติเข้มข้นถูกใจ ที่สำคัญชามใหญ่มาก คุ้มกับราคาประมาณ 4-6 $


Haji Lane

ย่านฮิปๆ เป็นซอยเล็กๆสีสันสดใส บ้านเรือนแบบตึกแถวสไตล์โคโนีล 2 ชั้น รวมทั้งภาพกราฟฟิตี้ที่ผนังบ้านดูเท่ๆ ตั้งแต่ต้นซอยยันท้ายซอยจะเต็มไปด้วย คาเฟ่เก๋ๆ, ร้านอาหาร, ผับบาร์มุมถ่ายรูปชิคๆ สินค้าทันสมัยวัยรุ่นตลอดสองข้างทาง

การเดินทาง  นั่ง MRT มาลงที่ Bugis Station  Exit B จาก Bugis junction (เป็นห้างสรรพสินค้า ที่อยู่บนสถานีรถไฟใต้ดิน Bugis Station) เดินจากถนนหลัง Bugis Junction มาเรื่อยๆ จนเจอซอย Haji Lane

แวะพักนั่งคาเฟ่เก๋ๆ ที่ Shop Wonderland เป็นร้านเล็กๆ น่ารักที่ตกแต่งได้เก๋มากๆ มีขนม, เค้กและเครื่องดื่มให้เลือกเยอะมากๆ เค้กรสชาติโดยเฉพาะแครอทเค้ก อร่อยมากๆ เครื่องดื่มก็เข้มข้นดี


Red Dot Museum

อาคารสีแดง ตั้งอยู่โดดเด่นริมถนน Maxwell  พิพิธภัณฑ์ด้านในเต็มไปด้วยผลงานการออกแบบนวัตกรรมสุดล้ำสมัยดีไซน์เก๋ มีสินค้าเก๋ๆวางขายอยู่ด้านนอก สำหรับคนที่ชอบดีไซน์เก๋ๆ น่าจะถูกใจที่นี่มาก
การเดินทาง  MRT สถานี Tanjong Pagar แล้วออก Exit E  เดินมาไม่ไกลก็เจออาคารสีแดงนี้เด่นอยู่ริมถนนแล้ว


The Tiramisu Hero

คาเฟ่น่ารักๆ ที่เราตั้งใจมากันมากๆ เป็นคาเฟ่ ที่เป็นตัวการ์ตูนน่ารักๆ ภายในตกแต่งสวย บรรยากาศเป็นกันเอง มีขนมให้เลือกเยอะมากๆ ตกแต่งเก๋ เมนูที่เราสั่งจะเป็นแบบใส่ขวดแก้ว ทรงเท่ๆ พร้อมตัวการ์ตูนน่ารัก ราคาขนมและอาหารค่อนข้างสูง แต่ก็ถือว่าคุ้มค่ากับรสชาติและความน่ารัก
การเดินทางmrt Lavender ก็เดินผ่านมาข้างหน้าโรงแรม V Lavender มาเรื่อยๆ จนสุดถนนเห็นเซเว่นตรงแยกให้เลี้ยวซ้ายก็เจอร้านแล้วค่ะ


Orchard

แหล่งช้อปปิ้งและศูนย์รวมความบันเทิงยอดนิยม ที่รวมห้างและร้านดังๆ ไว้เพียบ มีร้านค้าให้เลือกช้อปปิ้งกันเยอะ ตลอดสองข้างทางมีระยาทางยาว 2 ก.ม. กว่าๆ มีร้านค้าแบรนด์เนมชื่อดังมากมาย ที่ราคาบางอย่างถูกกว่าบ้านเราพอสมควร วันที่มาเที่ยวสินค้าติดป้ายเซลล์กันเพียบ บัตรเครดิตสั่นสะเทือนกันเลยทีเดียว


Clarke Quay

Clarke Quay ตั้งอยู่บริเวณปากแม่น้ำสิงคโปร์ เป็นแหล่งแฮงเอ้าท์ยามค่ำคืนที่นี่จะเต็มไปด้วยแหล่งช้อปปิ้ง, ร้านอาหารดังๆ, ผับบาร์ ตั้งอยู่ริมสองฝั่งคลอง ถ้าอยากมาชิลๆตอนค่ำ มาที่นี่แหละถูกใจแน่นอน มีครบ ร้านอาหารดังๆอย่าง Jumbo Seafood ก็อยู่ที่นี่ คนรอคิวกินกันเพียบ หรือถ้าอยากเพิ่มความโรแมนติกก็มีบริการล่องเรือชมบรรยากาศสองฝั่งด้วย เป็นย่านที่ค่อนข้างคึกคัก มีกิจกรรมต่างๆให้ทำค่อนข้างเยอะ ถ้าให้ดี เลือกมาพักย่านนี้สักคืนก็น่าจะดี เพื่อแฮงเอ้าท์หนักไปจะได้กลับที่พักได้สะดวก
การเดินทาง  MRT : Clarke Quay Station


Sentosa

เกาะแห่งความสนุก สถานที่ท่องเที่ยวยอดฮิตอีกแห่งหนึ่งของสิงคโปร์ ใครที่ไม่ได้มาที่นี่เหมือนมาไม่ถึง ที่นี่เต็มไปด้วยสถานที่ท่องเที่ยวมากมาย ทั้งสวนสนุก ชายหาดสวย ๆ พิพิธภัณฑ์สัตว์น้ำ และอื่น ๆ อีกเพียบ แต่วันนี้เราไม่ได้มาเล่นสวนสนุกอะไรกันเท่าไร เราเน้นมาถ่ายภาพ Merlion อีกตัวมากกว่า Sentosa นอกจากจะเป็นแหล่งสวนสนุกแล้ว ยังเป็นที่ตั้งของ Merlion อีกหนึ่งตัว เป็น Merlion ที่ใหญ่ที่สุดในทั้งหมด 3 ตัวของสิงคโปร์ ซึ่งสูงถึง 37 เมตร สำหรับเมอร์ไลออนตัวใหญ่ยักษ์ตัวนี้ชื่อว่า The True Merlion Tower  จุดนี้มาสามารถขึ้นไปชมวิวด้านบนได้ด้วยในราคา  ผู้ใหญ่ 8 SGD เด็ก 5 SGD ภายในจะมี 12 ชั้น ชั้น 9 คือตรงส่วนปากของเมอร์ไลออน ส่วนชั้น 12 จะเป็นจุดชมวิวที่อยู่บนหัวสุดของเมอร์ไลออน สามารถชมวิวได้ 360 องศา

การเดินทาง นั่ง MRT มาลงที่ Harbourfront Station แล้วต่อด้วย Sentosa Express ค่าบริการ S$ 4 สามารถใช้เดินทางไปสถานีต่าง ๆ ภายในเกาะได้ฟรีไม่จำกัดเที่ยว

และที่เกาะเซนโตซ่านี้ยังเป็นที่ตั้งของ Universal Studio สวนสนุกจากระดับโลกอีกด้วย

ห้าง Vivo City ที่เรามาลง MRT  นี้ก็เป็นแหล่งช้อปปิ้งอีกแห่งที่น่าสนใจเช่นกัน แล้วยังมี Food Republic ขนาดใหญ่ที่มีอาหารให้เลือกเยอะมากๆอีกด้วย มื้อนี้เราเลยฝากท้องที่นี่ ได้ลองชิม บะกุ๊ดเต๋ รสชาติอร่อยดีเหมือนกัน


Henderson Wave Bridge

Henderson Wave Bridge ซึ่งเป็นสะพานคนข้ามที่สูงที่สุดในสิงคโปร์ที่สูงกว่า 36 เมตรซึ่งเชื่อมเนินเขา 2 ลูกเข้าด้วยกัน สะพานที่มีความยาวกว่า 274 เมตร (899 ft) ความสูงกว่า 36 เมตร (118 ft) ซึ่งถือเป็นสะพานคนข้ามที่สูงที่สุดในสิงคโปร์ อยู่ที่ Mount Faber Park  ที่นี่เป็นสวนสาธารณะใหญ่ที่ที่ร่มรื่นมากๆ เต็มไปด้วยต้นไม้ใหญ่ สะพานทำจากไม้ที่ออกแบบได้แปลกตามา เป็นสะพานไม้ที่โค้งไปมาได้รูปทรงสวย มีมุมให้ถ่ายรูปแบบเก๋ๆเพียบ ช่บรรยากาศเป็นมุมสูงมองเห็นวิวที่เป็นธรรมชาติ หันไปทางไหนก็เจอต้นไม้ใหญ่ สดชื่นสบายตามาก

การเดินทางมาที่  Henderson Wave Bridge ให้นั่งรถไฟใต้ดินมาลงที่ Habour Front แล้วต่อ รถ Bus สาย 131/145

มองวิวสวยๆจากมุมนี้ แม้จะเป็นเมืองที่เจริญเต็มไปด้วยตึกสูง แต่ก็รู้สึกสบายตาเพราะมีต้นไม้ใหญ่เยอะแยะไปหมด

 


สุดท้ายนี้ สิงคโปร์เป็นประเทศที่เที่ยวง่าย ปลอดภัย เดินทางสะดวก อาหารอร่อยถูกใจ บางคนบอกว่าสิงคโปร์เป็นเมืองที่แพงมาก……… ไม่เห็นมีอะไรเลย แต่สำหรับเราแล้วทุกที่ ทุกประเทศก็มีเสน่ห์ของเค้าเอง อยากให้ลองมาสัมผัสดู เรื่องแพงนั่นก็แพงกว่าบ้านเราก็จริง แต่ก็มีหลายๆที่เที่ยวที่ให้ชมกันฟรีๆ อาหารตาม Foodcort ทั่วไปก็ไม่ได้แพงอะไรมาก ถ้าวางแผนดีๆ ก็ไม่ถือว่าแพงเกินไปนะ

สรุปค่าใช้จ่ายโดยประมาณ

– ตั๋วเครื่องบิน 2,200 บาท แอร์เอเซีย (ไม่ได้ซื้อน้ำหนักกระเป๋าเพิ่ม)
–  ที่พัก 1,860 บาท
– แลกเงินสำหรับค่ากินเที่ยว 7,000 บาท (280SGD) ใช้ไปประมาณ 6,000 บาท (240SGD)  กับค่ากินและค่าเที่ยวแบบไม่ได้ประหยัดมากนัก กินอยู่สบาย ไม่ได้เน้นหรู เน้นร้านอร่อยริมทางและ Foodcourt ซะส่วนใหญ่ ไม่รวมค่าช้อปปิ้งซึ่งเราไม่ค่อยได้ซื้ออะไรเท่าไร มาตะบะแตกวันกลับที่สนามบินเท่านั้นเอง ได้กระเป๋า Charles & Keith ใน Duty Free ราคาถูกมาก ถูกกว่าในห้างอีก มารอช้อปที่นี่ทีเดียวก็สะดวกดี ไม่ต้องแบกไปมาตอนเที่ยว แต่ข้อเสียก็คือ มีแบบให้เลือกไม่มากเท่าในห้างแค่นั้นเอง

สิงคโปร์อาจจะไม่ได้มีแหล่งท่องเที่ยวธรรมชาติดังๆ แต่เค้าก็มีสิ่งปลูกสร้างอลังการ วิวสวยๆ วัฒนธรรมที่เป็นแบบสิงคโปร์ให้เรามาสัมผัส ถ้ามีโอกาสก็จะกลับไปเที่ยวที่สิงคโปร์อีกแน่นอน

 


 

Comments

comments