The end of falling season ตามหาใบไม้เปลี่ยนสี ที่เกียวโต

เมื่อต้นเดือนธันวาคมที่ผ่านมา เราได้ไปเที่ยวญี่ปุ่นมาค่ะ เป็นช่วงปลายฤดูใบไม้ผลิ เพราะเพื่อนร่วมทริปจะสะดวกช่วงเวลานั้นมากกว่า นั่นหมายความว่า อาจจะได้ชมใบไม้เปลี่ยนสีแค่ช่วงที่ร่วงจะหมดแล้วหรืออาจจะไม่เห็นเลย แต่นั่นก็ไม่ได้สำคัญไปกว่าการได้ไปเที่ยวกับเพื่อนที่เรารักหรอกเนอะ  เอาจริงๆ เราไปแบบมีความหวังเล็กน้อยว่าถึงจะปลายฤดู แต่ก็ต้องมีสักที่สักวัดแหละที่หลงฤดูให้ได้ชม เราเลยเลือกเที่ยวคนเดียวต่อที่เกียวโต ใช้เวลาอยู่เต็มๆ 5 วัน นอกจากจะตามหาใบไม้เปลี่ยนสีที่ยังหลงเหลือแล้ว เราก็ยังอยากชมวัดศาลเจ้าต่างๆ และสถานที่ท่องเที่ยวที่น่าสนใจที่เกียวโตให้เต็มที่ด้วย

ทริปนี้ถือว่าเป็นการเดินทางเที่ยวต่างประเทศคนเดียวครั้งแรก แม้จะเป็นช่วงแค่ครึ่งทริปแต่ก็ทำให้ ตื่นเต้นมากๆ “การเที่ยวคนเดียว” อาจไม่ใช่เรื่องใหญ่สำหรับหลายๆคน แต่สำหรับเราแล้วถือว่าเป็นเรื่องใหญ่มากๆ กว่าจะใช้เวลาก้าวผ่านความกลัวมาได้นี่ก็ใช้เวลานาน และปัญหาใหญ่เลยก็คือ ความเขินที่ต้องเดินเข้าร้านอาหารลำพังและที่สำคัญที่สุดคือการต้องนอนคนเดียวในโรงแรม เพราะเป็นคนโคตรกลัวผีเลย แต่ด้วยความอยากเที่ยว อยากเดินทางของเรา ทำให้ก้าวผ่านข้อจำกัดเหล่านี้ ประสบการณ์ได้กลับมาแสนคุ้มค่า นอกจากได้เที่ยวชมสถานที่สวยงามแล้ว ยังเต็มไปด้วยความทรงจำ ทำให้รู้ว่าจริงๆแล้ว การเที่ยวคนเดียวนี่ก็สนุกไปอีกแบบ เราได้ทำอะไรที่เป็นตัวเอง ได้ไปได้กินในสิ่งที่ตัวเองชอบ ขี้เกียจก็นั่งพัก อยากลุยก็ไปได้เลยโดยที่ไม่ต้องรอใคร

ถ้าถามว่าเหงาไหม ตอบเลยว่าเหงามาก แต่เหงาแบบมีความสุข ยิ่งถ้าเราเปิดใจเราจะได้มิตรภาพดีๆตลอดเส้นทางด้วย

 

เกียวโต เป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่มีทั้ง ที่เที่ยวทางธรรมชาติ, แหล่ง Shopping ในเมือง, วัดวาอารามศาลเจ้าที่มีคุณค่าทางประวัติศาสตร์  เป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่เหมาะกับทุกวัยเที่ยวได้หลายบรรยากาศไม่มีเบื่อ

 


การเดินทาง Bangkok – Osaka

ทริปนี้ได้ลองใช้ Hong Kong Airline เป็นครั้งแรก นอกจากจะเป็นใช้สายการบินนี้ครั้งแรก ยังเป็นการเดินทางออกนอกประเทศคนเดียวครั้งแรกและยังเป็นการบินแบบต่อเครื่องครั้งแรกด้วย ต่อให้เดินทางบ่อยแค่ไหนแต่การที่ต้องทำอะไรคนเดียวก็ทำให้ตื่นเต้นได้สุดๆเหมือนกันนะ

 

เหตุผลที่เลือก Hong Kong Airline ก็ไม่มีอะไรมากไปกว่า ณ วันนั้น ราคาถูกที่สุดแล้ว เราตัดสินใจจองตั๋วก่อนเดินทางไม่ถึงเดือน ได้ราคา 9,700 บาท ถือว่าโชคดีมากเพราะปกติ ยิ่งจองใกล้จะยิ่งแพง เราจองตรงกับเว็บ Hong Kong Airline เลยค่ะ

การใช้บริการกับ Hong Kong Airline ถือว่าพอใจนะคะ แม้ว่าภายในเครื่องอาจจะเก่าสักนิด แต่บริการดี อาหารรสชาติใช้ได้ มีดีเลย์ขาไปเล็กน้อย ส่วนขากลับตรงเวลาดีค่ะ

 


การเดินทางระหว่าง Osaka – Kyoto 

เกียวโตเป็นเมืองใหญ่ ค่อนข้างมีรถไฟให้เลือกใช้หลายสายขึ้นอยู่กับว่าจะไปที่สถานีไหน หากจะไปลงที่สถานี JR Kyoto  ก็ใช้ JR, Shinkansen ได้สะดวกกว่า ส่วนของเราเลือกใช้  Hankyu Railway เพราะที่พักอยู่ใกล้ๆสถานี Kawaramachi

Hankyu Umeda – Karawamachi : ราคา 400 เยน / ระยะเวลาเดินทางโดยเฉลี่ย 40 นาที นั่งขบวน Limited Express จะจอดบางสถานี ทำให้ประหยัดเวลาได้มากกว่านะคะ

 


เที่ยวเกียวโต

ทริปนี้หลักๆ คือตั้งใจมาเที่ยวเกียวโตแบบชิลๆ เดินชมวัดชมศาลเจ้าไปเรื่อยๆ เพราะมีหลายจุดหลายวัดมากๆ ที่สวยน่าสนใจและมีภารกิจให้ตัวเองว่า เราจะต้องตามหาใบไม้เปลี่ยนสีดูให้ได้สักที่  ครั้งนี้เราไม่ได้ทำแพลนอะไรเลย ดูข้อมูลวันต่อวันว่าที่ไหนยังเหลือให้ชมอยู่บ้าง ส่วนเวลาที่เหลือก็เที่ยวตามใจ ข้อดีของการมาคนเดียวนี่แหละ อยากไปไหนก็ไป

ทริปนี้เราใช้แค่ Kyoto Bus One Day Pass ไว้ใช้เดินทางภายในเกียวโต ข้อดีก็คือประหยัด ถ้าใช้รถบัสสัก 3 เที่ยวก็คุ้มค่าพาสแล้ว รถบัสยังใกล้สถานที่ท่องเที่ยวหลายๆจุดด้วย แต่ข้อเสียก็คือเสียเวลาค่อนข้างเยอะเพราะรถติด บางจุดที่มีรถไฟแนะนำว่าไปรถไฟสะดวกกว่า จุดอื่นๆที่รถไฟสะดวกกว่า เราก็ซื้อเป็นเที่ยวๆ ไปค่ะ

Kyoto Bus One Day Pass
ราคา 500 เยน
สถานที่จำหน่าย: Information Centers ที่สถานีรถไฟ Kyoto Station เป็นต้น, kiosks, คนขับรถบัส และร้านสะดวกซื้อต่างๆ

แผนที่ Kyoto City Bus  
http://www2.city.kyoto.lg.jp/koho/eng/access/img/busnavi_eng__ura.pdf

* ที่ Information Centers มีข้อมูลสถานที่เที่ยว ข้อมูลใบไม้เปลี่ยนสีแบบอัพเดทวันต่อวันและเทศกาลต่างๆรอบเกียวโต ค่อนข้างครบละเอียดดีมากๆ แวะมาเก็บเอกสารที่นี่ได้เลยค่ะ

 


Kitano Tenmangu Shrine

สถานที่ที่ทำให้ภารกิจพิชิตใบไม้แดงของเราสำเร็จ หลังจากที่พยายามเช็คข้อมูลอัพเดทตลอดว่า ยังเหลือจุดไหนให้ชมใบไม้เปลี่ยนสีได้อีก ในที่สุด ก็มีการอัพเดทว่า ที่ Kitano Tenmangu กำลังอยู่ในช่วงพีค

สำหรับการหาข้อมูลท่องเที่ยวต่างๆและอัพเดทใบไม้เปลี่ยนสี แนะนำดูที่ http://www.japan-guide.com/ เป็นเว็บไซต์การท่องเที่ยวญี่ปุ่นที่ทำไว้ดีมากๆ ยิ่งในช่วงใบไม้เปลี่ยนสีหรือซากุระ จะมีรายงานอัพเดทจากจุดต่างๆ ทำให้ง่ายต่อการแพลนว่าควรไปชมที่จุดไหน ช่วงที่เรามาเที่ยวก็เช็คจาก Autumn Color Report 2016  จากลิ้งค์นี้  http://www.japan-guide.com/blog/koyo16/ เลยทำให้ได้มาชมใบไม้เปลี่ยนสีที่ Kitano Tenmangu ค่ะ

การเดินทาง :  Bus สาย 50, 101 ลงป้าย Kitano Tenmangu-mae
ค่าเข้าชม     :  ส่วนศาลเจ้าเข้าชมได้ฟรี  ชมสวน 700 เยน
เวลาทำการ  :  เมษายน – กันยายน : 5:00 – 18:00 น. , ตุลาคม – มีนาคม  : 5:30 – 17:30 น.

ประทับใจแรกตั้งแต่ลงรถบัสเพราะได้เจอใบแปะก๊วยกำลังเปลี่ยนสีและร่วงอยู่พอดี สีเหลืองสดใส สวยมากๆ

 

ดูๆไป คล้ายๆรูปหัวใจด้วยนะ

 

จากป้ายรถเมล์เดินมาไม่ไกล แวะไหว้พระที่ศาลเจ้าก่อนเข้าชมสวน

 

 

ในพื้นที่สวน ค่อนข้างกว้าง จะมีทางเดินเป็นเส้นทางวงกลม กลับมาออกที่ทางเดิม ตลอดระยะทาง มีต้นไม้ มีจุดต่างๆให้ชมหลายจุด คุ้มค่าบัตรมากๆ

 

 

 

ก่อนทางออกจะ มีจุดพัก สามารถนำบัตรมาแลกขนมและน้ำชาร้อนๆได้ฟรี

 

 

 


Arashiyama

วันนี้เราให้เวลาเต็มๆกับเมืองที่มีธรรมชาติ และวัดสวยๆอย่าง Arashiyama ที่นี่จะฮิตมากช่วงใบไม้เปลี่ยนสีหรือไม่ก็ช่วงซากุระบานที่เราจะได้เห็นภาพสวยๆจากที่นี่ จนชื่อ Arashiyama นี้ติดตาติดใจเรามาตลอด แม้ว่าเราจะมาช่วงปลายฤดู ที่มีใบไม้เปลี่ยนสีเหลือเพียงน้อยนิด แต่ก็ยังถือว่าสวยมากๆ ที่ตัวเมืองอาราชิยาม่านั้นคึกคักมาก มีทั้งร้านค้า ร้านอาหารบริเวณโดยรอบก็สามารถเดินเที่ยวได้เรื่อยๆ มีวัด มีธรรมชาติต่างๆให้ชมไม่มีเบื่อ

เราเดินทางด้วย Hankyu จาก Kawaramachi  มาลงที่สถานี  Arashiyama เพราะสะดวกที่สุด จากสถานี Arashiyama เดินไปถึงตัวเมืองย่านแหล่งท่องเที่ยวจะเดินไกลนิดนึง แต่ไม่เหนื่อยมาก เพราะระหว่างทางบรรยากาศสวยมากๆ เดินมาไม่ไกลก็เจอสวนที่แม้ว่าตอนนี้จะเหลือแต่กิ่งแล้วก็ตาม ไม่อยากจะคิดว่าถ้ามาช่วงใบไม้เปลี่ยนสีพีคๆนี่จะสวยขนาดไหน

ค่าเข้าชม      : 400 เยน
เวลาทำการ   : 9:00-17:00 น.
การเดินทาง :  สะดวกที่สุดคือ รถราง Randen ลงที่ Arashiyama Keifuku Railway Arashiyama (Randen station) , Hankyu ลงสถานี  Arashiyama, รถไฟ JR ก็มาลงที่ JR Saga Arashiyama  (เราเดินทางด้วย Hankyu จาก Kawaramachi เพราะสะดวกที่สุด แต่จากสถานี  Arashiyama ก็เดินไกลพอสมควร แต่ชมวิวเพลินๆนะ)

 

 

สะพานแห่งนี้มีชื่อว่า Togetsukyo Bridge ข้ามแม่น้ำ Katsura  มาวิวสวยมากๆ

 

 


Tenryu-ji Temple

เป็นวัดที่มีความสวยงามเป็นอันดับต้นๆของวัดในเกียวโต และยังเป็นหนึ่งใน 5 วัดมรดกโลกที่มีชื่อเสียงที่สุดของเมืองเกียวโต เราได้แค่เดินมาตรงด้านหน้าไม่ได้เข้าไปข้างในนะคะ เพราะเวลาไม่พอ อยากไปอีกวัดมากกว่า ได้แต่ มาแอบเสียดายทีหลัง

 

ป่าไผ่ ด้านหลังวัด Tenryuji สวยมาก แต่คนก็เยอะมากๆ เช่นกัน

 


Jojakko-ji Temple 

หลังจากตัดสินใจไม่ไปชมวัด Tenryu-ji ก็เดินมุ่งหน้ามาวัด Jojakko-ji Temple แทนค่ะ ระหว่างทางเดินบรรยากาศดีมาก เดินผ่านป่าไผ่มาไม่ไกล เป็นอีกวัดที่ค่อนข้างสวย ทางเดินภายในวัดจะเป็นเนินขึ้นไปบนภูเขา ประตูและอาคารต่างๆมีขนาดเล็ก บริเวณวัดมีบรรยากาศที่เงียบสงบ เต็มไปด้วยต้นเมเปิ้ลทั้งทางเดิน  สามารถมองวิวเมืองจากวัดได้ด้วย

เดินลัดเลาะป่าไผ่มาเรื่อยๆ ป่าไผ่ช่วงนี้จะไม่สวยเท่าช่วงด้านหลังวัด Tenryuji เท่าไรนะ ในความรู้สึกเรา

 

ด้านหน้าวัด ยังพอมีใบไม้เปลี่ยนสีให้ชมอยู่บ้าง

 

 

บรรยากาศภายในวัดเงียบสงบ

 

 

 

วันที่ไปมีรุ้งกินน้ำพอดี สวยมากๆ


Arashiyama Keifuku Railway Arashiyama (Randen station)

เป็นสถานีที่ใกล้จุดท่องเที่ยวมากที่สุด บรรยากาศในสถานีสวยงาม เป็นอีกจุดพักผ่อนด้วย ภายในมีร้านค้าร้านอาหาร

 

 

วิวสวยๆจากจุดชมวิว ในภาพคือวัด Senkō-ji ใจจริงอยากเดินไปเที่ยววัดนี้ แต่บ่ายแล้ว คิดว่าคงกลับลงมาไม่ทันมืดแน่ๆ เลยต้องตัดใจ ไว้ต้องมาอีกรอบ

 


Fushimi Inari Shrine

เป็นอีกหนึ่งสัญลักษณ์ของเกียวโต เป็นอีกหนึ่งจุดที่ตั้งใจเอาไว้ว่าทริปนี้ต้องมาให้ได้ เสาโทริอิสีแดงที่เรียงตัวกันข้างหลังศาลเจ้ามีจำนวนหลายหมื่นต้นจนเป็นทางเดินได้ทั่วทั้งภูเขาอินาริ เป็นภูเขาที่เชื่อกันว่าเป็นภูเขาศักดิ์สิทธิ์ ระหว่างทางเดินขึ้นเขาจะพบศาลเจ้าเล็กๆได้ตลอดทาง รวมถึงเสาโทริอิก็เรียงรายไปด้วยตลอดเส้นทาง ถ้าจะเดินทั่วทั้งเขาน่าจะใช้เวลาประมาณ 2-3 ชั่วโมง ส่วนเราเดินได้ไม่ครบค่ะ เพราะตั้งใจไปที่อื่นต่อ

การเดินทาง : JR Nara Line ลงสถานี Inari หรือ  Keihan Main Line ลงสถานี Fushimi Inari
เวลาทำการ : ตลอด 24 ช.ม.
ค่าเข้าชม  : ฟรี

 

 

 

 


UJI

Uji เป็นเมืองเล็กๆ ตั้งอยู่ริมแม่น้ำอุจิ เป็นเมืองเล็กๆที่สงบ Uji ที่เรารู้จักเป็นเมืองที่มีวัด Byodo-In ซึ่งเป็นวัดที่เป็นภาพบนเหรียญ 10 เยนของญี่ปุ่นและเป็นแหล่งชาเขียวที่มีชื่อเสียง สามารถนั่งรถไฟต่อจาก Fushimi Inari มาได้เลย เมืองนี้เป็นเมืองเล็กๆที่ค่อนข้างเงียบสงบและมีความน่ารักมาก ตลอดสองข้างทางที่เดินจากสถานี Uji ไปยังวัดเบียวโดอิน เต็มไปด้วยร้านค้าขายของที่ระลึก เดินจนสุดปลายทางเป็นสะพานข้ามแม่น้ำอูจิ ที่วิวสวยมากๆ นอกจากนี้ยังมีที่เที่ยว วัด ศาลเจ้าให้ดูอีกหลายจุด

การเดินทาง  : รถไฟ JR  สาย JR Nara Line Rapid Service  for NARA จากสถานี Kyoto มาลงที่สถานี Uji  ใช้เวลาเดินทางเพียง 18 นาทีเท่านั้น ค่ารถไฟ 240เยน/ เที่ยว  หรือ Keihan Railway ลงสถานี Uji
Byodo-In Temple  ค่าเข้าชม : 600 เยน
เวลาทำการ : 8:30-17:30 น.

 

ถนนชาเขียว ตลอดเส้นทางก่อนถึงทางเข้าวัด Byodo-In

 

 

มาเยือนเมืองชาเขียวแล้วต้องไม่พลาด ชิมชาเขียว วันนี้ขอลองชิมเป็นไอศครีม อร่อยมาก ชาเขียวเข้มข้นสุดๆ นอกจากไอศครีมแล้ว ยังมีเมนูอื่นให้เลือกอีกหลากหลายมาก ทั้งหวานและคาว

 


Yasaka Shrine

ศาลเจ้ายาซากะ หรือศาลเจ้ากิออน เป็นอีกหนึ่งศาลเจ้าที่มีชื่อเสียงในเกียวโต ตั้งอยู่ในย่านกิออนและย่านฮิกาชิยาม่า ถ้ามาย่านกิออนจะเห็นศาลเจ้านี้โดดเด่นด้วยซุ้มประตูขนาดใหญ่มาก

การเดินทาง :  Bus สาย 100, 206 ป้าย Gion
ค่าเข้าชม:  ฟรี
เวลาเปิด-ปิด: เปิด 24 ชม.

ระหว่างทางเดินภายในศาลเจ้ามีของขาย ทั้งของกินและของที่ระลึก

 

 

 

 


Kiyomizu Dera (วัดน้ำใส)

วัดน้ำใส เป็นวัดอันดับแรกๆที่นึกถึงเมื่อมาเที่ยวเกียวโตเลยสำหรับเราและหลายๆคนก็คงคิดแบบนี้เช่นกัน บรรยากาศเบียดเสียดกันตั้งแต่ทางเดินขึ้นมาเลย  เพื่อมาชมความสวยงามระเบียง Main Hall ที่สร้างด้วยไม้โดยไม่มีการใช้ตะปูแม้แต่ดอกเดียว ถ้ามาตรงช่วงใบไม้เปลี่ยนสีกำลังพีคคงยิ่งสวยกว่านี้ จะแอบเสียดายตรงที่ไม่ได้รอชม Light up เพราะเบียดคนไม่ไหว แค่จะแทรกตัวถ่ายภาพมุมนี้มาก็ยากมากแล้ว

การเดินทาง : Bus สาย 100, 206 / Keihan Railway ลงสถานี  Kiyomizu-Gojo
เวลาทำการ : 6:00-18:00 น.
ค่าเข้าชม : 400 เยน

 

บรรยากาศระหว่างทางเดินขึ้นมาชมวัด มีร้านค้าตลอดสองข้างทาง เป็นอาคารโบราณสวยมาก

 

 

 

 


GION , Hanami-Koji Street

นอกเหนือจากวัดต่างๆ แล้ว Hanami-Koji Street ถือว่าเป็นจุดที่เราชอบมากที่สุดในเกียวโต เป็นเส้นที่อยู่ระหว่างถนนชิโจและวัดเคนนินจิ(Kenninji Temple) มีร้านอาหารและร้านชาจำนวนมากที่อยู่ในเส้นนี้ ได้ชมอาคารร้านค้าสวยๆ ตลอดเส้นทาง มีสาวๆใส่ชุดกิโมโนเดินเล่น เข้ากับบรรยากาศมากๆ  แต่น่าเสียดายที่ไม่ได้เห็นเกอิชา

การเดินทาง :  Bus สาย 100, 206 ป้าย Gion,

 

 

 

 


Pontocho

เป็นย่านเดินเล่นริมน้ำสุดชิลยามเย็น มีวิวแม่น้ำ Kamogawa และภูเขาอยู่ไกลๆ เป็นเหมือนแหล่งพักผ่อน มีทั้งคนมาวิ่งออกกำลังกาย ตกปลา บางคนก็จะซื้อของไปนั่งกินนั่งดื่มกันริมแม่น้ำ เสียดายวันนี้ฟ้าครึ้มเพราะฝนตก ถ้าอากาศดีๆช่วงใกล้พระอาทิตย์ตกดิน บรรยากาศน่าจะดีสุดๆ

การเดินทาง 
Bus : สาย 17, 205 สถานี Shijo Kawaramachi
Hankyu Line    สถานี Kawaramachi
Keihan Line      สถานีShijo Station

 

 

 

 

 


Kinkakuji Temple (วัดทอง)

เป็นอีกวัดที่ตั้งใจมาเพื่อชม วัดนี้จะมีอาคารหลักเป็นสีทองเกือบทั้งหลังตั้งโดดเด่นอยู่กลางน้ำ ทำให้เกิดเป็นเงาสะท้อนกับพื้นน้ำจนเกิดเป็นภาพที่สวยงามกลายเป็นอีกสัญญลักษณ์หนึ่งของเมืองเกียวโต เป็นวัดที่รู้สึกคุ้มค่ามากที่ได้เข้ามา ของจริงสวยกว่าภาพที่เคยดูมามากๆ แม้วันที่มาฟ้าจะครึ้ม ไปหน่อยก็ตาม ด้านในยังมีสวนร่มรื่นมาก แต่ไม่มีใบไม้เปลี่ยนสีให้ชมเท่าไร

การเดินทาง : Bus สาย 101, 102, 204 or 205
เวลาทำการ : 9:00-17:00 น.
ค่าเข้าชม : 400 เยน

 

 

 

ทาโกะยากิในน้ำซุป เมนูเด็ดที่ด้านหน้าทางเข้าวัด เพิ่งเคยชิมที่นี่เป็นครั้งแรก  รสชาติจะเป็นทาโกะยากิที่ไม่มีซอสราดด้านบนกับน้ำซุปหอมกลมกล่อม อร่อยใช้ได้เหมือนกันนะ

 


Ryoanji Temple

วัดเรียวอังจิ เป็นวัดนิกายเซน วัดนี้มีจุดเด่นอยู่ที่สวนหินภายในวัด เป็นสวนหินเก่าแก่สร้างตามแบบฉบับนิกายเซน ได้ขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกในปี ค.ศ. 1994 ด้านหน้าของวัดจะเป็นสระน้ำขนาดใหญ่ บรรยากาศสวนสวย ใบไม้เปลี่ยนสียังเหลือให้ชมอีกเล็กน้อย แต่สวนหินที่ว่ามีชื่อเสียงเรากลับไม่อินเท่าไร รู้สึกเข้าไม่ถึงความสวยงาม จะชอบบรรยากาศรอบๆมากกว่า

การเดินทาง : Bus สาย 50 ลงป้าย  Ryoanji-mae
เวลาทำการ : 8:00 – 17:00 น.
ค่าเข้าชม : 700 เยน

 

 

 

 


Heian Shrine

ศาลเจ้านี้โดดเด่นตั้งแต่ ด้านหน้าของศาลเจ้ามีประตูโทริอิยักษ์สีแดง เป็นอีกจุดหนึ่งที่ผู้ชมนิยมมาถ่ายรูปมาก มากกว่าส่วนด้านในอีก เรามาที่นี่ก็เพราะอยากมาชมเสาโทริอิยักษ์นี้แหละ

การเดินทาง : Bus สาย 50 ลงป้าย  Ryoanji-mae
เวลาทำการ : 6:00 – 17:30 น.
ค่าเข้าชม : ฟรี (ชมสวน 600 เยน)

 

 

 

 


Nanzenji Temple

เป็นวัดที่มีพื้นที่ค่อนข้างใหญ่ ภายในวัดนันเซนจิ (Nanzenji Temple) แบ่งออกเป็นสถานที่สำคัญและวัดย่อยๆ เช่น โฮโจ (Hojo), ประตูซันมอน (Sanmon Gate), สะพานส่งน้ำ, วัดนันเซนิง (Nanzenin Temple), วัดคงจิอิน (Konchi-in Temple), วัดเทงจุอัง (Tenjuan Temple) หากชมแค่บรรยากาศรอบๆแบบเราก็เข้าชมได้ฟรีค่ะ แต่จะมีอีกหลายๆส่วนที่จะเสียค่าเข้าชม และมีเวลาเปิด-ปิดแยกต่างหากของแต่ละส่วน

การเดินทาง : Bus สาย 5  ป้าย Nanzenji-Eikando-michi จากป้ายเดินมาจะเจอวัด Eikando อยู่ใกล้ๆกัน

 

 

 

ที่ด้านหน้าสุดของวัดจะพบกับอาคารไม้ขนาดใหญ่ที่เรียกว่า ประตูซันม่อน(Sanmon) เป็นประตูไม้ขนาดใหญ่ที่ทางเข้าวัด ด้านบนเปิดให้ขึ้นชม เมื่ออยู่ค่าเข้าชมคนละ 500 เยน

 

ท่อส่งน้ำ (aqueduct) มีชื่อภาษาญี่ปุ่นว่าโซซุย (Sosui) อยู่ถัดจากประตูซันมอนไปไม่ไกล บริเวณนี้เป็นพื้นที่ส่วนกลางของวัดไม่เสียค่าเข้าชม ท่อส่งน้ำอันนี้เป็นเหมือนสัญลักษณ์ของวัดเป็นท่อส่งน้ำแบบลอยฟ้า และยังสร้างได้สวยงาม มีส่วนโค้งคล้ายกับซุ้มประตูโรมัน

 

 


Shimogamo Shrine

เป็นศาลเจ้าอีกแห่งที่ตั้งใจมาเพื่อชมใบไม้เปลี่ยนสี เพราะข้อมูลอัพเดทว่า อยู่ในช่วงสุดท้ายพอดี  ศาลเจ้านี้เป็นศาลเจ้าที่เก่าแก่ของญี่ปุ่นและถูกจัดอยู่ในมรดกโลกของยูเนสโก้ด้วย  บริเวณศาลเจ้าโดยรอบค่อนข้างใหญ่และสวย ยังมีศาลเจ้าเล็กๆอีกหลายจุด ด้านหลังศาลเจ้าเป็นสวนขนาดใหญ่ มีลำธารเล็กๆไหลผ่านสวน มีใบไม้เปลี่ยนสีให้ชมพอสมควร

การเดินทาง : Bus สาย 4 ลงป้าย  Shimogamojinja-mae
เวลาทำการ : 5:30 – 18:00 น.
ค่าเข้าชม : ฟรี

 

 

 

 

 

 


Shinkyogoku and Teramachi Shopping Street 

พาเที่ยววัดกันมาเยอะแล้ว ปิดท้ายด้วยสถานที่ช้อปปิ้งกันบ้างเนอะ Shinkyogoku และ Teramachi นั้นเป็นสองถนนคนเดินที่เป็นเส้นช้อปปิ้งกลางใจเมืองเกียวโต ที่อยู่ขนานกัน จะมีซอยเล็กๆเชื่อมระหว่างถนนทั้ง 2 อยู่ตลอดเส้นทาง มีสินค้าขายอยู่มากมายแทบจะทุกประเภท ตั้งแต่ของที่ระลึก, เสื้อผ้า, รองเท้า กระเป๋า, ของกิน, ขนม, ร้านอาหาร มีแม้กระทั่งศาลเจ้าและวัดด้วย

การเดินทาง  :  รถไฟสาย Hankyu-Kyoto สถานี Kawaramachi หรือ สาย Keihan  สถานี Sanjo ,  Bus สาย 17, 4, 5 or 205 ป้าย Shijo Kawaramachi

 

DSC_5924

 

 

 

 


Nishiki Market

เป็นถนนสายช้อปปิ้งสายแคบๆ มีร้านค้าเรียงรายกันอยู่ เปรียบเสมือนถนนสายอาหารของเกียวโต ตลาดแห่งนี้เป็นตลาดที่เต็มไปด้วยทุกอย่างที่เกียวข้องกับอาหาร เช่น อาหารทะเลสดๆ, ภาชนะประกอบอาหาร, มีดญี่ปุ่น, และยังเป็นแหล่งที่มีชื่อเสียงที่มีอาหารตามฤดูกาลให้เลือกซื้อเลือกชิม ขนมหวานที่มีเฉพาะเมืองเกียวโต แต่ก็มีร้านของกินเล่นๆสำหรับนักท่องเที่ยวแบบเราๆด้วย Nishiki Market นี้อยู่ไม่ไกลจาก Terramachi Shopping เท่าไร สามารถเดินถึงกันได้เลย

เวลาเปิด-ปิด: 9:00 - 18:00 น.
วันปิดทำการ: ปิดวันพุธและวันอาทิตย์

 

 

ภายในตลาดนิชิกิ ยังมีร้าน Snoopy Cha- ya เอาใจแฟนคลับสนูปปี้ด้วย ร้านน่ารักมากๆ มีของฝาก สินค้าสนูปปี้ให้เลือกเยอะมากๆ

 

 


DSC_5341

สถานที่ท่องเที่ยวในเกียวโตนั้นยังมีให้เที่ยวชมอีกเยอะมากๆ ที่เราไปนั้นเป็นเพียงแค่ส่วนหนึ่งเท่านั้นเอง แม้ที่เที่ยวส่วนใหญ่จะเป็นวัดและศาลเจ้า แต่บรรยากาศโดยรอบและอาคารสถานที่ต่างๆก็สวย ควรค่าแก่การมาชมมากๆ ข้อเสียอย่างเดียวก็คงเป็นค่าเข้าชม หากเข้าชมหลายๆวัด วันนึงก็เยอะเอาเรื่องเหมือนกัน ข้อมูลการท่องเที่ยวต่างๆในเกียวโต แนะนำให้ดูจาก www.japan-guide.com เว็บไซต์นี้มีข้อมูลละเอียดดีมากๆ แถมยังมีการอัพเดทสถานการณ์ใบไม้เปลี่ยนสีให้ด้วย ทำให้การวางแผนท่องเที่ยวของเราง่ายขึ้นอีกเยอะ

สำหรับเราแล้ว การได้มาชมใบไม้เปลี่ยนสีช่วงปลายฤดู ก็ถือว่าคุ้มค่ามากๆแล้วทริปนี้ หากมีโอกาส ก็หวังว่าจะได้ไปตรงช่วงพีคๆอีกสักครั้งค่ะ

 


 

Comments

comments